วันอังคารที่ 1 เมษายน พ.ศ. 2557

ข้าวผัดเต้าหู้ยี้ ระลึกถึงวันเก่า ๆ ที่บ้าน

มื้อนี้เป็นมื้อแรกที่ทำกินเองตั้งแต่กลับบ้านมาครั้งนี้ รู้สึกว่ากินอะไรไม่อร่อยเหมือนแต่ก่อน และไม่มีกะจิตกะใจทำอะไรกินเองเลย

เมนูนี้ไม่ได้ทำกินมาเป็นปีแล้ว เดิมทีเป็นเมนูโปรดช่วงปิดเทอมอยู่บ้าน พอดีแม่ซื้อวัตถุดิบมาให้ ฉันเลยจำใจปัดสนิมตัวเอง เข้าครัวทำเมนู Nostalgia

วันนี้ตื่นสายมาก แผนการทำอาหารกินเองจึงมีเฉพาะมื้อเที่ยง (ฉันเบื่ออาหารตั้งแต่แยกห่างจากมีมี่)

ส่วนประกอบมีแค่ 4 อย่างเท่านั้น สำหรับ1 ที่ 1 มื้อใหญ่อันแสนเปลี่ยวเหงา

1. ข้าวหุง 1 จาน
2. หอยแมลงภู่
3. ถั่วฝักยาวหั่น
4. เต้าหู้ยี้ประมาณ 2 ก้อน เมนูนี้ไม่ต้องการเครื่องปรุงใด ๆ เพิ่มอีกแล้ว เนื่องจากต้องการรสชาติอันแสน (เค็มไปนิดนึง) เข้มข้นของเต้าหู้ยี้

ขั้นตอนการทำ

1. ใช้ช้อนบดเต้าหู้ยี้ให้ละเอียดเป็นเนื้อเดียวกัน ผสมกับน้ำสีแดงที่มาพร้อมกับเต้าหู้ยี้ จะได้ลักษณะคล้ายซอสข้น ๆ

2. ราดซอสเต้าหู้ยี้ลงบนข้าวหุง จากนั้นคนให้เข้ากัน

3. ตั้งน้ำมันในกระทั้งให้ร้อน แล้วเทหอยลงไปผัดให้สุก ตามด้วยถั่วฝักยาวหั่น เมื่อสุกพอประมาณแล้วก้อเทข้าวหุงผสมเต้าหู้ยี้ลงไปผัดต่อประมาณ 2 นาที โดยไม่ต้องใส่เครื่องปรุงใด ๆ เพราะเต้าหู้ยี้มีรสจัดพอสมควร

เกือบชั่วโมงผ่านไปตั้งแต่เริ่มทำ เหมือนมือใหม่เพิ่งเข้าครัว ในที่สุดฉันก้อได้จานนี้มานั่งกิน

ต้องใช้เวลานานมากกว่าจะกินหมดจาน เห้อออ

ในใจอยากให้มีคนมากินด้วยจัง รสชาติเค็มไปหน่อย เพราะทีแรกตั้งใจเตรียมเต้าหู้ยี้สำหรับ 2 มื้อ

 

ทริปสีเขียว @จันทบุรี วันที่สอง

วันพุธที่ 18 มีนาคม 2557

ฉันติดหนึบบนที่นอน จนสาย ๆ ก้อออกไปหาอะไรกินกันกับมีมี่ เราไปนั่งกินข้าวหมกไก่ที่ซุปรสชาติเหมือนขนมตังเม ไม่ก้อถุงพลาสติกต้ม

จุดหมายแรกวันนี้คือโอเอซิส ซีเวิลด์ เรานั่งมอเตอร์ไซด์ไปไกลมากกว่าจะถึง มีมี่ขับไวมาก เพื่อไปให้ทันเวลาดูโชว์รอบบ่าย เราแวะซื้อน้ำดื่มกับบันบัน และ Crush ของโปรดมีมีระหว่างทาง

ช่วงก่อนถึงทางเข้า สะดุดตากับหอยนางรมสดที่ขายข้างทางหลายเจ้า รู้สึกอยากเอามาทำข้าวผัดหอยของโปรด

พอไปถึงยังพอมีเวลาเหลือเฟือ เราซื้อบัตรผู้ใหญ่คนละ 130 บาท เดินผ่านเข้าประตูเห็นผู้ชมชาวไทยมากมายนั่งรออยู่ก่อนแล้ว

  

น้ำในบ่อโลมาสีเขียวเข้ม ไม่สดใสเท่าไหร่ น่าสงสัยว่าจะลึกเท่าไหร่กันนะ เราจับจองที่นั่งที่คิดว่าเห็นโชว์ชัดที่สุด และนั่งอยู่สูงจากบ่อมาก ภายหลังก้อพบว่าคิดถูก เมื่อโลมาโชว์พ่นน้ำกระจายไปทั่วจนคนต้องวิ่งหนี ดูแล้วฮาจริง ๆ มีเพลงประกอบที่หลากอารมณ์สุดขั้วมาก ๆ ทั้งลูกทุ่ง สากล มิกซ์กันตลอดทั้งการแสดง จนบางทีรู้สึกคันหู โลมาก้อมีดื้อบ้าง ฉันว่าการดูโลมานี่เจริญใจกว่าการดูโชว์จากสัตว์กินเนื้อซะอีกนะ

หลังจบโชว์ เราเดินเล่นข้างนอก ที่นี่ยังมีแสดงปลาหมอ ปลาการ์ตูน บริการถ่ายรูปกับโลมาอีกด้วย แดดแรงมาก แต่ก้อยังอยากเดินเล่นนาน ๆ ไม่รู้เป็นอะไรอ่ะ

ฉันถูกใจกับอนุสาวรีย์เงาะและทุเรียน

ฉันคิดว่าป้ายโลมาคู่ก้อน่ารักดี เราก้อน่ารักเหมือนกัน

มีจุดให้พักผ่อนสีสันสดใสหน้าร้านขายของที่ระลึก พอถึงตรงนี้ไม่ค่อยมีนักท่องเที่ยวให้เห็นแล้ว เพราะส่วนใหญ่มาแล้วก้อรีบกลับ

  

ขากลับ ฉันหาซื้อหอยนางรมสด และเลือกแผงลอยลำดับที่สองแม่ค้ายิ้มมาแต่ไกล และลดจากป้าย 50 เป็น 40 บาท หอยดูสดใสมาก แค่เห็นแล้วจินตนาการ น้ำย่อยก้อมาแล้ว แต่ฉันก้อยังกินสด ๆ แบบนี้ไม่ได้ เป็นครั้งแรกที่ได้ซื้อถึงที่ กว่าจะยัดถุงหอยใส่รถได้ต้องเทน้ำในนั้นออกไปแทบหมด

ฉันเริ่มคิดหนักกับจุดหมายต่อไป มีมี่อยากให้ฉันลงเล่นน้ำตกพลิ้วที่มาปลาแหวกว่ายเต็มไปหมด  (เราเคยไปเมื่อทริปก่อน) ฉันยังทำใจไม่ได้ ฉันเลยเสนอให้ลองไปน้ำตกอีกแห่งที่ฉันยังไม่เคยไป และฟรีด้วย เราจึงไปถึงน้ำตกคลองนารายณ์ ทางเข้าเป็นป่าครึ้มมาก และทางขึ้นก้อเป็นดินลูกรังชัน ๆ ขึ้นไปลำบากจริง ๆ ไม่ค่อยมีนักท่องเที่ยวมารุกราน ถึงได้คงความเป็นธรรมชาติไว้

ขึ้นไปถึง รู้สึกหิวมาก มีร้านส้มตำและลูกชิ้นฮอทดอกเพียงร้านเดียว เลยสั่งส้มตำกั้งมาลองกินดู เป็นการกินกั้งครั้งแรก และไม่คิดจะมีครั้งต่อไป เปลือกมันแข็งมาก ต้องเลาะเนื้อที่มีอยู่น้อยนิดด้วยความยากลำบาก กินเปล่า ๆ แล้วเลี่ยน ส่วนรสชาติส้มตำก้อพอได้ เผ็ดมากจนกินไม่หมด เผ็ดจนลิ้นรับรสบัน บันไม่ได้เลย

ลักษณะของน้ำตกนี้จะมีหลายชั้น และทางเดินที่ทำขึ้นสิ้นสุดเพียงแค่ไม่กี่ชั้น ที่เหลือต้องปีนป่ายโขดหินก้อนใหญ่ไป ส่วนใหญ่คนที่เห็นที่นี่มักจะเป็นวัยรุ่นในท้องถิ่น พระสงฆ์ก้อเยอะยังกับมีวัดตั้งอยู่ชั้นบนสุดเลยทีเดียว วันนี้ฉันได้บทเรียนคือการจะมาเดินหาน้ำตกที่นี่ให้สนุกไม่ควรแบกสัมภาระพะรุงพะรังแบบนี้ และไม่ควรใส่รองเท้าคู่โปรดที่เราทะนุถนอมมา

 

ระหว่างปีนป่าย จะมีเจอแอ่งน้ำที่ตื้นเขินมากแทรกอยู่ เราเจอแอ่งที่พอจะมีน้ำมากพอให้แช่ใกล้ที่สุดก้อตรงนี้ ฉันเห็นบางคนที่ไปต่อข้างบน และบางคนเดินกลับลงมา แต่ทำได้เพียงมองปริบ ๆ เพราะไม่อยากเดินขึ้นไปด้วยรองเท้า crocs แรก ๆ ก้อขลุกขลักพอสมควรกับการมองหาที่ยึดเกาะ หลังจากนั้นมีมี่ก้อเปลี่ยนไปใส่กางเกงว่ายน้ำ เซ็กซี่ที่สุดเลย

 

ในที่สุดฉันก้อยอมลงไปในน้ำหลังจากที่บ่ายเบี่ยงมานาน น้ำเย็นจัด มีปลาแหวกว่ายเห็นชัดเจน แต่ประชากรไม่หนาแน่นเท่าแอ่งในน้ำตกพลิ้ว

เราปีนป่ายโขดหินกลับและแอบหลงทางนิดนึง เห็นโขดหินพวกนี้แล้วตาลาย เราจึงตัดสินใจกลับด้วยเส้นทางเดิม ที่นี่ไม่ค่อยมีผู้คนจริง ๆ ด้วย

วันนี้จบทริปด้วยการแวะตลาด ฉันซื้อเห็ดหอมไปเป็นวัตถุดิบในข้าวผัดหอยนางรม ที่นี่ของกินเข้าตาเยอะจนเลือกไม่ถูกเลย ทั้งในตลาดและรถเข็น และแล้วฉันก้อได้แกงป่าไก่ (ที่ตอนแรกนึกว่าเป็นไก่ผัดฉ่า) ไปกินเป็นมื้อเย็นด้วย ส่วนมีมี่ได้แกงหมูเลียง

พอเปิดกระเป๋าตังค์ดูอีกทีเงินฉันก้อเหลือไม่ถึงร้อยแล้ว หลังจากวันนี้ มีมี่ก้อเลี้ยงฉันโดยตลอด

มีมี่แวะซื้อน้ำปั่นเลี้ยงนัวเนียด้วย มีมี่กินโอรีโอปั่น นัวเนียกินไวท์มอลต์ รสชาติอร่อยดี แต่แพงอ่ะ แก้วละ 30 บาท

ก่อนลงมือทำมื้อเย็นด้วยกันเราแวะไปเดินตลาดสดแถวบ้านมีมี่ด้วย ฉันเห็นอันนั้นก้อน่ากิน อันนี้ก้อน่ากินตลอดเลย และแล้วฉันก้อได้เห็ดหูหนูเพิ่มเข้ามา

เราช่วยกันทำข้าวผัดหอยนางรม มีมี่ช่วยคนข้าวผัด แล้วเราก้อแบ่งวัตถุดิบไว้ทำกินพรุงนี้เช้าสำหรับออกเดินทางไปทะเลด้วย หอยนางรมอร่อยมาก ๆ อย่างที่ไม่เคยสัมผัสมาก่อน มันทั้งชุ่มฉ่ำ ได้กลิ่นหอม ไม่เหมือนหอยในเมือง จนรู้สึกไม่อยากกินแกงป่าไก่เลย นั่งเขียนบล็อกไปยังรู้สึกว่าท้องเริ่มหิวแล้ว อยากกลับไปกินหอยนางรมอีกจัง